ภาชนะแก้วบรรจุยาความปลอดภัยที่ต้องใส่ใจ


“ยา” เป็นปัจจัย 4 ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดจนเสียชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรตระหนักคือ ความปลอดภัย ดังนั้นยาที่เราใช้นอกจากจะรักษาโรคได้แล้วยังต้องไม่นำพาให้เกิดโรคใหม่ จึงได้มีการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับสารต้องห้ามเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตมนุษย์ และมีการวิจัยมากมายที่จะพัฒนาตัวยาเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการและก้าวทันโรคที่อุบัติขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตัวยาจะมีประสิทธิภาพเพียงใดหากบรรจุในภาชนะที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้มาตรฐาน ยานั้นก็อาจจะเปลี่ยนจากยาที่มีความปลอดภัยกลายเป็นยาพิษก็เป็นได้

ดังนั้นการเลือกใช้ภาชนะที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ภาชนะที่ใช้บรรจุยามีทั้งที่เป็นพลาสติก กระดาษ โลหะ และแก้วซึ่งยาบางชนิดก็จะเหมาะสมกับภาชนะแต่ละประเภทแตกต่างกันไปซึ่งในภาชนะทั้งหมดนั้น “แก้ว” ถือว่าเป็นภาชนะที่มีความปลอดภัยที่สุด เนื่องจากผิวมีความทนทานต่อสารเคมี มีความเสถียรสูง ไม่เกิดปฏิกิริยากับยาที่อยู่ภายใน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในประเทศไทยยังไม่เคยมีหน่วยงานใดที่ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบเฉพาะทางด้านภาชนะแก้วบรรจุยาอย่างจริงจัง ดังนั้น ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว กรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งให้บริการวิเคราะห์ทดสอบ วิจัยและพัฒนา รวมทั้งให้คำปรึกษาในอุตสาหกรรมแก้ว จึงได้ขยายงานทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาขึ้น เพื่อให้บริการวิเคราะห์ทดสอบแก่ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าผู้ที่นำภาชนะแก้วบรรจุยาไปใช้งาน ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ทดสอบภาชนะบรรจุยาที่ได้จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วนี้ จะทำให้เกิดความมั่นใจต่อความปลอดภัยของภาชนะแก้วและสามารถนำไปใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ยาต่อไป

ดร.สุทธิเวช ต.แสงจันทร์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า หลังจากที่ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วได้เปิดบริการอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว ทางศูนย์ฯ ได้มีการพัฒนางานวิเคราะห์ ทดสอบ และงานวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยการทดสอบความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยาก็เป็นอีกผลงานหนึ่งที่น่าสนใจ โดยทางศูนย์ฯ เองก็มีความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากรและเครื่องมือที่ทันสมัย  เพื่อวิเคราะห์ทดสอบภาชนะบรรจุแก้วยาให้ครอบคลุมตามความต้องการของผู้ใช้บริการ และสามารถจำแนกประเภทของภาชนะแก้วให้เหมาะสมกับยาแต่ละชนิดได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังร่วมมือกับสถาบันที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในต่างประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนี และได้เป็น

สมาชิกองค์กรด้านแก้วระหว่างประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ.2548 รวมทั้งเป็นสมาชิกของคณะทำงานด้าน วิชาการ (TC02) ที่ทำงานเกี่ยวกับการทดสอบด้านเคมีของแก้วโดยตรงส่วนภายในประเทศนั้นก็ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการกลางในการแก้ไขปัญหาเรื่องความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยา ซึ่งผู้ผลิตยาและผู้ผลิตขวดบรรจุมีหน้าที่ต้องส่งบรรจุภัณฑ์มาตรวจสอบก่อนนำออกจำหน่าย

ส่วนประชาชนในฐานะผู้บริโภคเอง ก็ควรตระหนักต่อความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยา โดยสามารถสังเกต

เห็นสัญลักษณ์แสดงประเภทของภาชนะแก้ว ซึ่งขณะนี้มีเพียงประเภท I เท่านั้นที่สามารถเห็นสัญลักษณ์แสดงบนขวด

ได้ เนื่องจากแห้วประเภท I ใช้สำหรับบรรจุยาฉีดสำหรับมนุษย์เท่านั้น ในอนาคตผู้บริโภคอาจสังเกตเห็นสัญลักษณ์

เพิ่มเติมที่ครอบคลุมภาชนะแก้วทุกประเภทต่อไปด้วย

ดร.สุทธิเวช กล่าวการแบ่งประเภทของภาชนะแก้วบรรจุยา กำหนดมาตรฐานสากลและมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ

ประเภท I เป็นแก้วบอโรซิลิเกต มีความทนทานทางเคมีสูง ผิวมีความเป็นกลางมากที่สุด ใช้กับยาได้ทุกชนิดรวมทั้งที่

เป็นด่างอ่อนๆ แต่เนื่องจากราคาแพง โดยทั่วๆ ไปจึงใช้ทำภาชนะแก้วบรรจุยา

ประเภท II เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ผ่านกรรมวิธีดิแอลคาไลน์หรือกำจัดด่างที่ผิวแก้วบางส่วน

ออกอย่างเหมาะสม ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีดที่มีความเป็นกรดหรือเป็นกลาง โดยเฉพาะใช้ทำขวดน้ำเกลือ

ประเภท III เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาที่ใช้รับประทาน แต่ไม่ใช้ทำภาชนะ

บรรจุยาฉีด ยกเว้นทดสอบแล้วมีความคงตัวเหมาะสม

ประเภท NP เป็นแก้วโซลาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาที่ใช้รับประทานหรือยาที่ใช้ภายนอก

เฉพาะที่ แต่ไม่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีด

ภาชนะแก้วบรรจุยาประเภท I และ II พบว่าไม่มีการผลิตในประเทศ จะต้องสั่งเป็นสินค้านำเข้าเท่านั้น ในอนาคต

ประเทศไทยสามารถพัฒนาแก้วภายในประเทศให้เป็น ประเภท II ได้เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

ว่าที่ ร.ต.สรรค์ จิตรใคร่ครวญ ผู้อำนวยการโครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐมีบทบาท

สำคัญในการให้บริการทดสอบภาชนะบรรจุยา โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการทดสอบแต่ภาชนะพลาสติก

บรรจุยา แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดเปิดให้บริการทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาแก่หน่วยราชการและเอกชน ส่วนองค์กร

เภสัชกรรรมทดสอบเฉพาะภาชนะบรรจุยาที่ใช้ในหน่วยงานตนเองเท่านั้น กรมวิทยาศาสตร์บริการจึงเห็นความสำคัญ

ในเรื่องดังกล่าว โดยใช้ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วดำเนินการให้บริการทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาให้แก่หน่วยงานต่างๆ

เช่น สภากาชาดไทย กรมปศุสัตว์ และอื่นๆ นอกจากจะให้บริการในรายการที่ครอบคลุมแล้ว ผลทดสอบยังได้รับความ

เชื่อถือเนื่องจากเป็นห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้วย

ด้าน ดร.เทพีวรรณ จิตรวัชรโกมล หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว กล่าวว่า ความสำคัญของการเลือกใช้

ภาชนะบรรจุยาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับยาแต่ละชนิด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตผู้บริโภค ภาชนะแก้วบรรจุยา

นั้นเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผิวมีความทนทานต่อสารเคมีสูง ผิวไม่เปลี่ยนแปลงสภาพง่าย มีความเสถียรสูง การนำมาใช้ บรรจุยาต้องวิเคราะห์ทดสอบสมบัติทั้งทางกายภาพและสมบัติทางเคมี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปลอดภัยจริง ผู้ใช้

หรือผู้ผลิตยาต้องรู้ประเภทของภาชนะแก้วเพื่อใช้บรรจุยาอย่างถูกต้อง การวิเคราะห์ทดสอบทางกายภาพ เป็นการ

ตรวจสอบมิติ ขนาด ความหนา น้ำหนัก ความจุหรือปริมาตรการส่องผ่านของแสง สีของแก้ว ความทนทานต่อความดัน

ภายใน ความแข็งแรง ทนทานต่อการขีดข่วน ด้านเคมีเป็นการทดสอบความทนทานต่อกรด ด่าง น้ำ และการเคมี

การวิเคราะห์ปริมาณของโลหะหนัก ที่เป็นโลหะหนักที่อาจถูกปล่อยจากผิวแก้วเมื่อสัมผัสกับสารละลายหรือโลหะหนัก

ในเนื้อแก้ว

รายการวิเคราะห์ทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยา

ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว เปิดให้บริการวิเคราะห์ทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยา ดังนี้