PPWR: กติกาใหม่ยุโรปที่ไทยควรใช้เป็นเข็มทิศบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
- Jun 22
- 1 min read
Updated: Jun 29
ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าเข้าสู่สหภาพยุโรปจะต้องเผชิญกติกาบรรจุภัณฑ์ชุดใหม่ภายใต้ PPWR หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation กฎหมายนี้ไม่ได้ถามเพียงว่า “บรรจุภัณฑ์ทำจากวัสดุอะไร” แต่ถามลึกกว่านั้นว่า บรรจุภัณฑ์ถูกออกแบบให้ใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นหรือไม่ รีไซเคิลได้จริงหรือไม่ มีวัสดุรีไซเคิลตามเกณฑ์หรือไม่ มีฉลากที่ช่วยให้ผู้บริโภคคัดแยกถูกต้องหรือไม่ และผู้ผลิตมีหลักฐานยืนยันได้หรือไม่

นี่คือสัญญาณสำคัญสำหรับประเทศไทย แม้ PPWR จะเป็นกฎหมายของยุโรป แต่ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในยุโรป เพราะบรรจุภัณฑ์ไทยจำนวนมากเดินทางไปพร้อมสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ของใช้ และสินค้าชุมชนที่ส่งออก หากบรรจุภัณฑ์ไม่สอดคล้องกับกติกาใหม่ สินค้าไทยอาจเสียโอกาสทางตลาด หรือถูกลูกค้าต่างประเทศขอข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่ PPWR เปลี่ยน คือการยกระดับ “บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน” จากภาพลักษณ์ไปสู่ระบบพิสูจน์ได้ คำว่า recyclable จะไม่พอ หากบรรจุภัณฑ์มีสี หมึก ฉลาก กาว หรือโครงสร้างหลายชั้นที่ทำให้เครื่องคัดแยกมองไม่เห็น หรือทำให้กระบวนการรีไซเคิลปนเปื้อน การลดพลาสติกก็ไม่พอ หากเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่ไม่มีทางเก็บกลับในระบบจริง การใช้คำว่า eco หรือ green ก็ไม่พอ หากไม่มีข้อมูลสนับสนุน
ประเทศไทยกำลังเดินบนเส้นทางใกล้เคียงกัน ร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนของไทยวางกรอบตั้งแต่การออกแบบ การใช้ซ้ำ การเก็บรวบรวม การคัดแยก และการแปรใช้ใหม่ พร้อมแนวคิด EPR หรือความรับผิดชอบที่ขยายออกไปของผู้ผลิต ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีการทดลอง EPR ภาคสมัครใจ เช่น PackBack เพื่อเรียนรู้ระบบเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ไทยต้องทำตามยุโรปทั้งหมดหรือไม่” แต่คือ “ไทยจะใช้ PPWR เป็นบทเรียนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของตนเองอย่างไร”
สำหรับเจ้าของแบรนด์ จุดเริ่มต้นคือการทำ packaging audit ดูว่าบรรจุภัณฑ์ปัจจุบันใช้วัสดุมากเกินจำเป็นหรือไม่ มีพื้นที่ว่างมากเกินไปหรือไม่ มีส่วนประกอบที่ขัดขวางการรีไซเคิลหรือไม่ และมีข้อมูลวัสดุจากซัพพลายเออร์เพียงพอหรือยัง
สำหรับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และธุรกิจการพิมพ์ โอกาสใหม่คือการเปลี่ยนจาก “รับผลิตตามแบบ” ไปสู่ “ที่ปรึกษาด้านความพร้อมของบรรจุภัณฑ์” เช่น ตรวจความสามารถในการรีไซเคิล แนะนำฉลากและกาวที่เหมาะสม ลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ ออกแบบ mono-material ทดลอง PCR และจัดเตรียมเอกสารให้ลูกค้าใช้ตอบคู่ค้าหรือผู้ส่งออก
สำหรับ SME และผู้ผลิตสินค้าชุมชน แนวทางไม่จำเป็นต้องเริ่มจากวัสดุแพงหรือเทคโนโลยีซับซ้อน สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ ลดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น เลือกวัสดุที่ตลาดรับซื้อหรือระบบท้องถิ่นจัดการได้จริง ใช้ฉลากที่คัดแยกง่าย ระวังการเคลือบหรือฟอยล์ที่ทำให้รีไซเคิลยาก และสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างพอดี มีหลักฐาน ไม่กล่าวอ้างเกินจริง
PPWR จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่า โลกของบรรจุภัณฑ์กำลังเปลี่ยนจาก “ออกแบบให้ขายได้” ไปสู่ “ออกแบบให้ขายได้ ใช้งานได้ คัดแยกได้ รีไซเคิลได้ และอธิบายได้”
หากประเทศไทยใช้จังหวะนี้ให้ดี เราจะไม่เพียงเตรียมพร้อมสำหรับตลาดยุโรป แต่ยังสามารถยกระดับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยให้แข่งขันได้ในยุคที่ลูกค้า คู่ค้า และผู้บริโภคต้องการคำตอบที่ชัดเจนกว่าเดิมว่า บรรจุภัณฑ์ชิ้นหนึ่งรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจริงเพียงใด และสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างไรโดยไม่ตกหลุม greenwashing
เขียนโดย คุณประสิทธิ์ คล่องงูเหลือม อุปนายกวิชาการ สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย


Comments